พระธาตุ หน้าหลัก รูปภาพ บทความ ติดต่อเรา

รวม...หมวดหมู่
  • ข่าวสาร
  • ถาม-ปัจจัยการเป็นเจ้าภาพ
  • ทั่วไป
  • บทความ
  • พระธาตุ
  • ภาพพิธีถวายตู้พระบรมฯ
  • วัชรธาตุแดนมหามงคล
  • วีดีโอ
  • อัญเชิญพระธาตุ
  • เสียงสวดมนต์
  • โยคะบำบัด
  • เนื้อหาอื่นๆ
  • ภาพงานถวาย ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๗
  • ภาพงานถวายเครื่องบวชพระ เเละบวชเณร ๒วัด วันที่ ๑๙ ตุลาคม๕๗(รอบเเรก)
  • ราคาปัจจัยร่วมบุญเจ้าภาพ พระประธาน เเละสิ่งของอื่นๆ
  • s
  • ถวายอาสนะผ้าให้วัดที่มาในงานถวายฯ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๗ อานิสงส์เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่การงาน
  • ภาพงานถวายสิ่งของ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๗
  • สร้างพระอดีตพุทธเจ้าหน้า๑๕นิ้ว ประดิษฐาน ณ ทางนฤพาน (ถนนทางขึ้นอุทยานธรรมวัชรธาตุ)
  • เป็นเจ้าภาพถวายวัดขอรับโต๊ะหมู่ชุดใหญ่
  • เจ้าภาพถวายอาหารเพลพระและโรงทาน ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๗
  • ไฟล์เเบบขอรับสิ่งของ (ของชมรมวัชรธาตุ)
  • หน้าหลัก  /  ทั่วไป

    พญานาค

    เผยแพร่เมื่อ : 2010-05-08 22:06:00 | โดย กฤษณะ ไตรลักษณ์ | จำนวนผู้เข้าชม 3,029 คน

    พญานาค

    พญานาค

    นาคหรือพญานาคงูใหญ่มีหงอนสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ความอุดมสมบูรณ์ความมีวาสนาและนาคยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาลนาคเป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำบางแห่งก็ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งฟ้าตำนานความเชื่อเรืองพญานาคมี ความเก่าแก่มากดูท่าว่าจะเก่ากว่าพุทธศาสนาอีกด้วยสืบค้นได้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ด้วยเหตุจากภูมิประเทศทางอินเดียใต้เป็นป่าเขาจึงทำให้มีงูอยู่ชุกชุมและด้วยเหตุที่งูนั้นลักษณะทางกายภาพคือ มีพิษร้ายแรงงูจึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้การนับถือว่ามีอำนาจชาวอินเดียใต้จึงนับถืองูเป็นสัตว์เทวะชนิดหนึ่งในเทพนิยายและตำนานพื้นบ้านบ้างก็ว่าเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์มีความเชื่อเรื่องพญานาคแพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ ทั่วทวีปเอเชียโดยเรียกชื่อกันต่างๆ

    ต้นกำเนิดความเชื่อเรื่องพญานาคน่าจะอยู่ที่อินเดียด้วยมีนิยายหลายเรื่องเล่าถึงพญานาคโดยเฉพาะในมหากาพย์มหาภารตะซึ่งถือเป็นปรปักษ์ของพญาครุฑส่วนในตำนานพุทธประวัติก็เล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้งด้วยกัน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีตำนานเรื่องพญานาคอย่างแพร่หลายชาวบ้านในภูมิภาคนี้มักเชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงหรือเมืองบาดาลและเชื่อกันว่าเคยมีคนเคยพบรอยพญานาคขึ้นมาในวันออกพรรษาโดยจะมี ลักษณะคล้ายรอยของงูขนาดใหญ่และเมื่อไปเล่นน้ำในแม่น้ำโขงควรยกมือไหว้เพื่อเป็นการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลักษณะของพญานาคตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือพญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัวใหญ่มี หงอนสีทองและตาสีแดงเกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมีบ้างก็มีสีเขียวบ้างก็มีสีดำหรือบ้างก็มี 7 สีและที่สำคัญคือนาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่ตระกูลที่สูง ขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียรห้าเศียรเจ็ดเศียรและเก้าเศียรนาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจากพญาเศษนาคราช (ราชอนันตนาค) ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาท ณ เกษียณสมุทรอนันตนาคราชนั้นเล่ากันว่ามีกายใหญ่ โตมหึมามีความยาวไม่สิ้นสุดมีพันศีรษะพญานาคนั้นมีทั้งเกิดในนำและบนบกเกิดจากครรภ์และจากไข่มีอิทฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้นาคนั้นมักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์รูปร่างสวยงาม

    ความเชื่อเกี่ยวกับคุณสมบัติคุณลักษณะและคุณสมบัติ พญานาคหรืองูใหญ่มีหงอนในตำนานของฝรั่งหรือชาวตะวันตกถือว่าเป็นตัวแทนของกิเลสความชั่วร้ายตรงข้ามกับชาวตะวันออกที่ถือว่างูใหญ่พญานาคมังกรเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์พลังอำนาจชาวฮินดูถือว่าพญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ ต่างๆเป็นเทพเจ้าแห่งน้ำเช่นอนันตนาคราชที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ที่เชื่อว่านาคเป็นเทพแห่งน้ำเช่นปีนี้นาคให้น้ำ 1 ตัวแปลว่าน้ำจะมากจะท่วมที่ทำการเกษตรไร่นาถ้า ปีไหนนาคให้น้ำ 7 ตัวน้ำจะน้อยตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตุการณ์เนื่องจากถ้านาคให้น้ำ 7 ตัวน้ำจะน้อยเพราะนาคไว้กลืนน้ำ

    พญานาคงูใหญ่มีหงอนสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ความอุดมสมบูรณ์ความมีวาสนาและบันไดสายรุ้งสู่จักรวาลเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์จากการจำศีลบำเพ็ญภาวนาศรัทธาในพุทธศาสนาไม่เบียดเบียนผู้อื่นเราจะพบเห็นเป็นรูปปั้นหน้าโบสถ์ตามวัดต่างๆ บันไดขึ้นสู่วัดในพุทธศาสนาภาพเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธอีกมากมายพญานาคเป็นสัตว์มหัศจรรย์ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถแปลงกายได้

    พญานาคมีอิทธิฤทธิ์และมีชีวิตใกล้กับต้องปรากฏเป็นงูใหญ่เช่นเดิมคือขณะเกิดขณะลอกคราบขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาคขณะนอนหลับโดยไม่มีสติและที่สำคัญตอนตายก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิมพญานาคมีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษถึง 64 ชนิดซึ่งตามตำนานกล่าวว่าสัตว์จำพวกงูแมงป่องตะขาบคางคกมด ฯลฯ มีพิษได้ซึ่งก็ด้วยเหตุที่นาคคายพิษทิ้งไว้แล้วพวกงูไปเลียพวกที่มาถึงก่อนก็เอาไป มากพวกมาทีหลังเช่นแมงป่องกับมดได้พิษน้อยแค่เอาหางเอากันไปป้ายเศษพิษจำพวกนี้จึงมีพิษน้อยและพญานาคต้องคายพิษทุก 15 วัน

    พญานาคอาศัยอยู่ใต้ดินหรือบาดาลคนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลกก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในหนังสือไตรภูมิพระร่วงกล่าวว่าที่ที่นาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์หรือ 16 กิโลเมตรมีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้นเรียงซ้อน ๆ กันชั้นสูง ๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์พญานาคสามารถผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้แปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้เมื่อนาคตั้งท้องจะ ออกลูกเป็นไข่เหมือนงูมีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียรสามารถขึ้นลงตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลกจนถึงสวรรค์ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขั้น -- ลงระหว่างเมืองบาดาลกับเมืองสวรรค์ที่จะแปลงกายเป็น อะไรตามที่คิดตามสภาวะเหตุการณ์นั้นๆ

    จะเห็นว่าพญานาคหรืองูใหญ่นั้นมีความเป็นมาและถิ่นที่อยู่เป็นสัดส่วนในภพหนึ่งต่างหากจะมีเป็นบางครั้งที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้พญานาคเป็นทั้งเอกลักษณ์ของความดีและความไม่ดี

    ความเชื่อเกี่ยวพันกับธรรมชาติชีวิตน้ำ จะได้ยินอยู่เสมอว่าปีนี้นาคให้น้ำเท่าไรกี่ตัวฝนฟ้าดีหรือไม่ดีนาคให้น้ำสร้างความอุดมสมบูรณ์แก่สรรพชีวิตทั้งปวงพญานาคที่อาศัยอยู่ในสวรรค์ใต้น้ำตามคติฮินดูพญาอนันตนาคราชแท่นบรรทมของพระ นารายณ์ที่นับถือเป็นเทพเจ้าพญานาคเปรียบได้กับท้องน้ำทั้งหลายในจักรวาลนาคมีอิทธิฤทธิ์บันดาลให้ฝนตกหรือไม่ตกก็ได้ตลอดจนสามารถแปลงกายเป็นเมฆฝนได้พญานาค...เป็นที่มาของแม่น้ำต่าง ๆ อันหมายถึงผู้รักษาพลังแห่งชีวิตทั้งหลาย

    ตามความเชื่อของชาวพุทธเทวดาแห่งน้ำคือวรุณและสาครที่ต่างก็เป็นจอมแห่งนาคราชนอกจากที่เกี่ยวข้องกับน้ำบนโลกแล้วนาคยังเกี่ยวข้องกับน้ำในสวรรค์อีกด้วยคนโบราณเชื่อว่าสายรุ้งกับนาคเป็นอันเดียวกันที่เชื่อมระหว่างโลก มนุษย์กับโลกสวรรค์ข้างหนึ่งของรุ้งจะดูดน้ำจากพื้นโลกขึ้นไปข้างบนเมื่อถึงจุดที่สูงสุดก็จะปล่อยน้ำลงมาเป็นฝนที่มีลำตัวของนาคเป็นท่อส่ง

    ในตำนานสิงหนวัติกล่าวว่าเมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือพญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่และขอให้อยู่ในทศพิธราชธรรมพอตกกลางคืนก็ขึ้นมาสร้างคูเมือง 4 ด้านเป็นเมืองพันธุ์สิงหนาค นวัติต่อมาเมื่อยกทัพปราบเมืองอื่นได้และรวมดินแดนเข้าด้วยกันจึงเปลี่ยนชื่อเป็นแคว้นโยนกนาคราชที่เห็นได้ชัดก็คือที่ปราสาทพนมรุ้งจะมีคูเมืองที่เป็นสระน้ำ 4 ด้านรอบปราสาทและพญานาคอยู่มี ด้วยตามความเชื่อของคนสมัยโบราณนาคจะมีความหมายเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากน้ำเช่นการสร้างศาสนสถานไม่ว่าจะเป็นอุโบสถนาคที่ราวบันไดจึงมีพญานาคซึ่งตามความเป็นจริง (ความเชื่อ) การสร้างต้องสร้าง กลางน้ำเพื่อให้ดูเหมือนว่าศาสนสถานนั้นลอยอยู่เหนือน้ำ แต่ก็ไม่ต้องสร้างจริง ๆ เพียง แต่มีสัญลักษณ์พญานาคไว้เช่นที่ปราสาทพนมรุ้งจังหวัดบุรีรัมย์เป็นต้นแม้เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ก็จะมีอยู่ในราศีเกิดเช่นของคนนักษัตร ปีมะโรงที่มีความหมายถึงความยิ่งใหญ่และพลังอำนาจที่มีพญานาคเป็นสัญลักษณ์

    น้ำนาคให้ พญานาคเป็นสัญลักษณ์แห่งธาตุน้ำ'นาคให้น้ำ'เป็นเกณฑ์ที่ชาวบ้านรู้และเข้าใจดีที่ใช้วัดในแต่ละปีจำนวนนาคให้น้ำมีไม่เกิน 7 ตัวถ้าปีไหนอุดมสมบูรณ์มีน้ำมากเรียกว่า 'นาคให้น้ำ 1 ตัว'แต่หากปีไหนแห้งแล้งเรียกว่าปีนั้นมีนาคให้น้ำ 7 ตัว' จะวัดกลับกันกับจำนวนนาคก็คือที่น้ำหายไปเกิดความแห้งแล้งนั้นก็เพราะพญานาคเกี่ยงกันให้น้ำแต่ละตัวจึงกลืนน้ำไว้ใน ท้องไม่ยอมน้ำลงมาพ่น

    เกี่ยวข้องไทยกับคน เรามักจะเห็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับนาคได้เสมอในงานจิตรกรรมประติมากรรมและหัตถกรรมนาคเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางสถาปัตยกรรมโดยเฉพาะตามอาคารวัดต่างๆหลังคาอาคารที่สร้างขึ้นสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์และสถานบันศาสนสถานตามคตินิยมที่ ว่านาคยิ่งใหญ่คู่ควรกับสถาบันอันสูงส่งเช่นนาคสะดุ้งที่ทอดลำตัวยาวตามบันไดนาคลำยองที่ทำเป็นป้านลมหลังคาโบสถ์ที่ต่อเชื่อมกับนาคสะดุ้งนาคเบือนนาคจำลองและนาคทันต์คันทวยรูปพญานาค

    พญานาคกับตำนานศาสนาในพระพุทธ ตามตำนานพญานาคมีอยู่ก่อนสมัยพระพุทธเจ้าแล้วดังเช่นหลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมพิเศษแล้วได้เสด็จไปตามเมืองต่างๆเพื่อแสดงธรรมเทศนามีครั้งหนึ่งได้เสด็จออกจากร่มไม้อธุปปาลนิโครธไปยังร่มไม้จิกชื่อ 'มุจลินท์' นั่งเสวยวิมุตติสุขอยู่ 7 วันคราวเดียวกันนั้นมีฝนตกพรำๆประกอบไปด้วยลมหนาวตลอด 7 วันได้มีพญานาคชื่อ 'มุจลินท์' เข้ามาวงด้วยขดทรง 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาค เจ้าเพื่อจะป้องกันฝนตกและลมมิให้ถูกพระวรกายหลังจากฝนหายแล้วคลายขนดออกแปลงเพศเป็นมานพมายืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า

    ความเชื่อดังกล่าวทำให้ชาวพุทธสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก แต่มักจะสร้างแบบพระนั่งบนตัวพญานาคซึ่งดูเหมือนว่าเอาพญานาคเป็นบัลลังก์เพื่อให้เกิดความสง่างามและทำให้คิดว่าพญานาคคือผู้คุ้มครองพระศาสดาพญานาค ... สะพาน (สายรุ้ง) ที่เชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือโลกศักดิ์สิทธิ์ความเชื่อที่ว่าพญานาคกับรุ้งเป็นอันเดียวกันก็คือสะพานเชื่อมโลกมนุษย์นั่นเองกับสวรรค์

    นาคสะดุ้ง ... ที่ราวบันไดโบสถ์นั้นได้สร้างขึ้นตามความเชื่อถือ 'บันไดนาค' ก็ด้วยความเชื่อดังกล่าวแม้ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ก็โดยบันไดแก้วมณีสีรุ้งที่เทวดาเนรมิตขึ้นและมีพญานาคจำนวน 2 ตนเอาหลังหนุนบันไดไว้หรือแม้แต่ตุงของชาวล้านนาและพม่าก็เชื่อกันว่าคลี่คลาย มาจากพญานาคและหมายถึงบันไดสู่สวรรค์ความเชื่อของชาวฮินดูก็ถือว่านาคเป็นสะพานเชื่อมภาวะปกติกับที่สถิตของเทพทางเดินสู่วิษณุโลกเช่นปราสาทนครวัดจึงทำเป็นพญานาคราชที่ทอดยาวรับมนุษย์ตัวเล็ก ๆ สู่ โลกแห่งความศักดิ์สิทธิ์หรือก็บั้งไฟของชาวอีสานที่ทำกันในงานประเพณีเดือนหกก็ยังทำเป็นลวดลายและเป็นรูปพญานาคพญานาคนั้นจะถูกส่งไปบอกแถนบนฟ้าให้ปล่อยฝนลงมา

    ในสมัยพระพุทธเจ้ามีพญานาคตนหนึ่งนั่งฟังธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วได้เกิดศรัทธาจึงได้แปลงกายเป็นมนุษย์ขอบวชเป็นพระภิกษุ แต่อยู่มาวันหนึ่งเข้านอนในตอนกลางวันหลังจากหลับแล้วมนต์ได้เสื่อมกลายเป็นงูใหญ่จนพระ ภิกษุรูปอื่นไปเห็นเข้าต่อมาพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงให้พระภิกษุนาคนั้นสึกออกไปเพราะเป็นสัตว์เดรัจฉานนาคตนนั้นผิดหวังมากจึงขอถวายคำว่านาคไว้ใช้เรียกผู้ที่เข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อเป็น อนุสรณ์ในความของตนศรัทธา

    ต่อจากนั้นมาพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไม่ให้สัตว์เดรัจฉานไม่ว่าจะเป็นนาคครุฑหรือสัตว์อื่น ๆ บวชอีกเป็นอันขาดเพราะก่อนที่อุปัชฌาย์จะอุปสมบทให้แก่ผู้ขอบวชจะต้องถามอันตรายิกธรรมหรือข้อขัดข้องที่จะทำให้ผู้นั้นบวชเป็น พระภิกษุไม่ได้รวม 8 ข้อเสียก่อนในจำนวน 8 ข้อนั้นมีข้อหนึ่งถามว่า 'ท่านเป็นมนุษย์หรือเปล่า'

    ความเชื่อในดินแดนต่าง ๆ ของไทย รูปพญานาคแกะสลักประดับราชรถพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนาปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่โรงเมี้ยนโกศวัดเชียงทองหลวงพระบางในด้านของดินแดนสยามหรือประเทศไทยของเรานั้นก็มีความเชื่อเรื่องนาคปรากฏอยู่มากมาย

    เหนือภาค มีตำนานเกี่ยวกับพญานาคอยู่เช่นกันดังในตำนานสิงหนวัติซึ่งเป็นตำนานเก่าแก่ของทางภาคเหนือเอง'เมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือพญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่และขอให้ อยู่ในทศพิธราชธรรมพอตกกลางคืนก็ขึ้นมาสร้างคูเมืองเป็นเมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติต่อมายกทัพปราบเมืองอื่นได้และรวมดินแดนเข้าด้วยกันจึงเปลี่ยนชื่อเป็นแคว้นโยนกนครต้นวงศ์ของพญามังรายผู้ก่อ กำเนิดอาณาจักรล้านนานั่นเอง'

    ภาคเหนือตะวันออกเฉียง นาคล้วนมีส่วนร่วมในตำนานอย่างชัดเจนเช่นผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงเชื่อว่าแม่น้ำโขงเกิดจากการแถตัวของพญานาคนอกจากนี้ยังรวมถึงบั้งไฟพญานาคโดยมีตำนานว่าในวันออกพรรษาหรือเป็นวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พญานาคแห่งแม่น้ำโขงต่างชื่นชมยินดีจึงเฮ็ด (จุด) บั้งไฟถวายการเสด็จกลับของพระพุทธเจ้าจนกลายเป็นประเพณีทุกปีและเนื่องจากเชื่อว่าพญานาคเป็นเจ้าบาดาลเป็นผู้ให้กำเนิดน้ำดังนั้นเมื่อชาวนาจะทำพิธีแรกไถนา จึงต้องดูวันเดือนปีและทิศที่จะบ่ายหน้าควายเพื่อไม้ให้ควายลากไถไปในทิศที่ทวนเกล็ดนาคไม่อย่างนั้นการทำนาจะเกิดต่างอุปสรรคขึ้น

    ลูกไฟแดงอมชมพูที่พุ่งขึ้นจากแม่น้ำโขงสู่ท้องฟ้าในวันออกพรรษาที่บริเวณเขตอ โพนพิสัยเห็นจนชินและเรียกสิ่งนี้ว่า'บั้งไฟพญานาค'เพราะลูกไฟที่ว่านี้จะเป็นลูกไฟสีแดงอมชมพูไม่มีเสียงไม่มีควันไม่มีเปลวขึ้นตรงไม่โค้งและตกลงมาเหมือนลูกไฟทั่วไปจะดับกลางอากาศสังเกตได้ง่ายจาก ลูกไฟทั่วไปจะเกิดขึ้นในเขตตั้งแต่บริเวณค่ายตชด (อ่างปลาบึก), วัดหินหมากเป้งอ ศรีเชียงใหม่, ตท่าน้ำวัดหลวง วัดหลวงเรื่อยลงไปจนถึงเขตบ้านน้ำเปกิ่งอ รัตนวาปี แต่ก่อนจะเห็นเกิดขึ้นเฉพาะท่าน้ำวัดหลวง, วัดจุมพล, วัดไทยและท่าน้ำวัดจอมนางอ โพนพิสัย แต่ทุกวันนี้จะเห็นเกิดที่บ้านน้ำเป, บ้านท่าม่วง, ตาลชุม, ปากคาดและแก่งอาฮงอ บึงกาฬ

    ก่อนอนี้คน โพนพิสัยเห็นแล้วเฉย ๆ เพราะเห็นประจำทุกปีในวันออกพรรษาผู้เขียนสมัยเมื่ออายุยังน้อยเมื่อปี 2508 (เป็นคนอ . โพนพิสัย) เมื่อวันออกพรรษาได้ไปนั่งดูอยู่ที่ท่าน้ำวัดไทยอ โพนพิสัยและได้ลงเรือไปไหลเรือไฟด้วยเมื่อไหลเรือไฟมาถึงบริเวณท่าน้ำวัดหลวงก็จะเริ่มเห็นลูกไฟดังกล่าวพุ่งขึ้นจากแม่น้ำโขงขึ้นสูงไม่เกิน 2-3 วานาน ๆ จะพุ่งขึ้นทีจะขึ้นก็ต่อเมื่อประชาชนบน ฝั่งเวียนเทียนเสร็จเงียบลูกไฟถึงจะขึ้นให้เห็น แต่ทุกวันนี้เมื่อ 18.00 นก็ขึ้นแล้วขึ้นสูงถึง 200-300 เมตรและขึ้นแต่ละทีก็มากด้วยตั้งแต่ 5-20 ติดต่อกันลูก

    สังเกตว่าลูกไฟนี้หากขึ้นกลางโขงจะเบนเข้าหาฝั่งหากขึ้นใกล้ฝั่งจะเบนออกกลางโขงลูกไฟนี้จะขึ้นเฉพาะวันออกพรรษาเท่านั้น แต่ถ้าหากวันพระไทยไม่ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำของลาวลูกไฟนี้ก็จะไม่ขึ้น ปีไหน (วันออกพรรษา) ตรงกันทั้งไทยและลาวลูกไฟนี้จะขึ้นมากเชื่อกันว่าที่เขตอ โพนพิสัยมีเมืองบาดาลอยู่ใต้พื้นดินและเป็นทางออกสู่เมืองมนุษย์เรียกว่าเป็นเมืองหน้าด่านจึงมีบั้งไฟพญานาคเกิดเป็นขึ้นประจำที่นี้ส่วนเมืองหลวงนั้นอยู่ที่แก่งอาฮงอ บึงกาฬที่ว่าอย่างนั้นเพราะที่แก่งอาฮงเมื่อหน้าแล้งจะมีสะดือแม่น้ำโขงตลอดความยาวของแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านหลายประเทศตรงที่ลึกที่สุดก็อยู่ที่แก่งอาฮงเมื่อหน้าแล้งชาวประมงวัดโดยใช้เชือก ผูกก้อนหินหย่อนได้ลงไป 99 วาที่นี้จะมีลูกไฟขึ้นเป็นสีเขียวนวลบ่อยครั้งที่ชาวลุ่มแม่น้ำโขงต้องเสียชีวิตลงในระหว่างการเดินทางทางน้ำพวกเขาเชื่อว่าเป็นการกระทำผิดต่อเจ้าแม่สองนางหรือเทพเจ้าทาง น้ำจึงถูกลงโทษเหตุนี้เรียกว่า'กินเงือก''เงือก, งู'เป็นสิ่งเดียวกันกับพญานาค

    แต่พญานาคนั้นมีภพเป็นที่อยู่อีกมิติหนึ่งสามารถแปลงร่างได้หลายชนิดแปลงกายเป็นมนุษย์หรืออะไรก็ได้เพียงแค่คิดเท่านั้นรูปร่างก็เปลี่ยนไปแล้วจึงได้ปรากฏอยู่บ่อยๆว่ามีคนเห็นงูใหญ่หรือเห็นคนเดินลงไป ในน้ำหรือหลายครั้งที่มีคนพบรอยประหลาด แต่ก็เชื่อว่าเป็นรอยพญานาคที่เกิดขึ้นในเขตอ โพนพิสัยหรือที่อื่น ๆ แม้แต่กลางกรุงเทพฯก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่หากคิดว่าทำไมและเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้นและทำไมจะต้องเกิดขึ้นเฉพาะในวันออกพรรษาเท่านั้นและจะต้องตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำของลาวได้จึงเชื่อ ว่าพญานาคมีสัญชาติเชื้อชาติลาวถึงแม้จะเกิดขึ้นทางฝั่งไทยก็ตาม

    นับว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อและเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงที่แท้จริงเพราะลูกไฟประหลาดหรือที่เรียกว่า'บั้งไฟพญานาค'นี้เกิดขึ้นเฉพาะในเขตจ หนองคายเท่านั้นตามแนวแม่น้ำโขงไม่มีขึ้นที่อื่นแม้จะอยู่ตามริมแม่น้ำโขงเช่นกันจึงนับได้ว่าหนองคายกับเวียงจันทน์สมัยก่อนนั้นการปกครองและการสร้างเมืองโดยพญานาคจึงได้รับอิทธิพลนี้เช่นกันถึงแม้ว่าจะถูกแยกการ ปกครองและแยกประเทศออกจากกัน แต่ในความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ก็เป็นพื้นที่เดียวกันตำนานประเพณีต่าง ๆ ของคนแถบลุ่มแม่น้ำโขงจะเกี่ยวข้องกับพญานาคกันทั้งนั้นเพราะพญานาคหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตรและความเป็นอยู่มนุษย์ของ

    ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นก็เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพญานาคก่อนว่ามีความเป็นมาอย่างไรและสำคัญอย่างไรกับเมืองหนองคาย -- เวียงจันทน์และทำไม'บั้งไฟพญานาค'จึงได้เกิดขึ้นเฉพาะเขตจ หนองคายเท่านั้นและที่สำคัญจะเกิดขึ้นเฉพาะวันขึ้น 15 ค่ำที่ตรงกันระหว่างไทย -- ลาวหากปีไหนแปดสองหนบั้งไฟพญานาคก็จะเลื่อนไปขึ้นในวันพระลาว (15 ค่ำลาว) เป็นเรื่องที่ท้าทายให้มาดูมหัศจรรย์ แห่งโขงลุ่มแม่น้ำ

    บั้งไฟพญานาคว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรทำไมจึงต้องเกิดในวันดังกล่าวเท่านั้นใครทำเพื่ออะไรและได้อะไรจากการกระทำดังกล่าวเชื่อว่าหลายคนยังต้องการไปพิสูจน์ความมหัศจรรย์นี้อยู่ (ตำนานพระพุทธศาสนากล่าวว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้น ไปโปรดพระมารดาบนดาวดึงส์ครบ 3 เดือนเมื่อเสด็จกลับโลกมนุษย์พญานาคได้เนรมิตบันไดแก้วเงินทองเสด็จลงมามนุษย์เทวดาพญานาคได้ฉลองสมโภชด้วยการจุดบั้งไฟถวายโดยเฉพาะเหล่าพญานาคดังนั้นต่อมาเหล่าพญานาคจึงได้ถือเอาวันออกพรรษาเป็น วัน) สำคัญ

    จุดที่บั้งไฟพญานาคเกิด

    ในเขตอำเภอสังคมบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอสังคม, อ่างปลาบึกบ้านผาตั้งอำเภอสังคม
    ในเขตอำเภอศรีเชียงใหม่วัดหินหมากเป้งต พระพุทธบาท
    ในเขตอำเภอเมืองบ้านหินโงมตำบลหินโงมอำเภอเมือง, หน้าสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเดื่อตำลบบ้านเดื่ออำเภอเมืองหนองคาย
    ในเขตอำเภอโพนพิสัยปากห้วยหลวงตำบลห้วยหลวงอำเภอโพนพิสัย, ในเขตเทศบาลตำบลจุมพลหน้าวัดไทยวัดจุมพลวัดจอมนางตำบลจุมพลอำเภอโพนพิสัย, หนองสรวงอำเภอโพนพิสัย, เวินพระสุกท่าทรายรวมโชคตำบลกุดบงอำเภอโพนพิสัย, บ้านหนองกุ้งตำบลกุดบงอำเภอโพนพิสัย
    ในเขตกิ่งอำเภอรัตนวาปีปากห้วยเปบ้านน้ำเปตำบลน้ำเปกิ่งอำเภอรัตนวาปีบ้านท่าม่วง, วัดเปงจาเหนือกิ่งอำเภอรัตนวาปี
    ในเขตอำเภอปากคาดบ้านปากคาดมวลชลห้วยคาดอำเภอปากคาด
    ในเขตอำเภอบึงกาฬวัดอาฮงตำบลหอคำอำเภอบึงกาฬ

    ที่อื่น ๆ นอกจาก 14 แห่งนี้ที่อื่นก็อาจจะมีขึ้นบ้างนอกจากในลำน้ำน้ำโขงแล้วตามห้วยหนองคลองบึงสระน้ำกลางทุ่งนาที่มีน้ำขังแม้แต่บ่อบาดาลที่ชาวบ้านขุดเพื่อเอาน้ำมาใช้ในเขตจังหวัด หนองคายก็มีบั้งไฟพญานาคขึ้นเป็นที่น่าอัศจรรย์ปี 2542 เกิดมากที่สุดที่ชายตลิ่งหน้าสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเดื่อห่างจากอ เมืองหนองคาย 15 กมเพียง

    พญานาคกับตำนานไทยปรัมปราของ

    เหตุที่พระสุกจมน้ำที่เวินสุกบ้านหนองกุ้งอำเภอโพนพิสัย มีการเล่าขานถึงความศรัทธาของพญานาคว่าเหล่าพญานาคนั้นเป็นผู้ที่มีความเคารพและศรัทธาในพระพุทธเจ้ามากหลังจากที่มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นที่เมืองล้านช้างประเทศลาวความทราบถึงเหล่าพญานาคที่อยู่เมืองบาดาลจึงได้แปลง กายขึ้นไปขอพระพุทธรูปกับเจ้าเมืองล้านช้างโดยเจาะจงขอเอาพระสุกเพื่อไปไหว้สักการะบูชาที่เมืองบาดาลปกติเหล่าพญานาคเป็นผู้ที่ถือศีลแปดเคร่งครัดมากพญานาคจะไม่ทำร้ายใครส่วนมนุษย์ตายในน้ำที่ว่าเงือกกินนั้น เงือกก็คือพญานาคชั้นเลวประพฤติตนเกเรจึงชอบทำร้ายมนุษย์ตามน้ำเดี๋ยวนี้พระสุกก็ยังจมอยู่ในแม่น้ำโขงที่ที่เป็นที่อยู่ของเหล่าพญานาคในเมืองบาดาลเวินสุกอยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองกุ้งอำเภอโพนพิสัยจังหวัดหนองคาย ตรงนั้นเป็นบริเวณปากน้ำงึมไหลลงมาออกแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสองสี

    เมืองพญานาคบาดาลหรือเมือง ในเมื่อมีเมืองมนุษย์หรือโลกมนุษย์โลกสวรรค์หรือเมืองสวรรค์ก็ต้องมีเมืองบาดาล (พญานาคเมือง) สองเมืองนอกจากเมืองมนุษย์แล้วหลายคนก็คงต้องอยากไปเห็นแน่วิสัยของมนุษย์ชอบในสิ่งที่ท้าทายยิ่งห้ามก็ยิ่งอยาก พบอยากเห็นเมืองบาดาลอยู่ใต้เมืองมนุษย์ลงไปในใต้ดินกิโลเมตร 16 (ตามความเชื่อ) มีคำเล่าลือเกี่ยวกับเมืองบาดาลในเขตอำเภอโพนพิสัยจังหวัดหนองคาย

    เทวโลกพระพุทธเจ้าเสด็จ ครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จพร้อมด้วยพระอรหันต์จำนวน 500 รูปเพื่อเสด็จไปยังเทวโลกได้ผ่านวิมานของเหล่าพญานาคที่กำลังมีการรื่นเริงกันอย่างสนุกสนานที่มีนันโทปนันทนาคราชเป็นประธานใหญ่เมื่อเห็นคณะสงฆ์ผ่านไปเหนือ วิมานจึงมีความโกรธมากจึงได้ตรงไปยังเขาพระสุเมรุแปลงตนเป็นนาคขนาดใหญ่พันโอบเขาพระสุเมรุด้วยขดถึง 7 รอบแล้วแผ่พังพานบังชั้นดาวดึงส์เอาไว้เพื่อไม่ให้พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผ่านไปได้และเมื่อเป็นดังนั้น ได้มีพระอรหันต์หลายรูปอาสาปราบ แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตจนพระโมคคัลลานะผู้ซึ่งตามเสด็จไปด้วยอาสาพระองค์จึงทรงอนุญาต

    ดังนั้นพระโมคคัลลานะจึงได้แปลงกายเป็นนาคราชขนาดใหญ่กว่าถึงเท่าตัวพันเอานาคนันโทปะนันทะนาคราชเอาไว้ด้วยถึงขด 14 รอบนาคราชทนไม่ไหวบันดาลให้ไฟลุกขึ้นพระโมคคัลลา นะก็ให้เกิดไฟขึ้นเช่นกันไฟของนันโทปะนันทะนาคราชสู่ไม่ไหวจึงถามว่า'ท่านผู้เจริญท่านเป็นใคร'ตอบว่า'เราคือโมคคัลลานะศิษย์ของตถาคต'นันโทปะ นันทะนาคราชจึงบอกว่าท่านจงคืนร่างกลับเป็นพระเหมือนเดิมเถิด แต่ด้วยนิสัยของผู้รู้ว่านันโทปะนันทะนาคราชเป็นคนไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆจึงได้แปลงกายให้เล็กนิดเดียวสามารถเข้ารูหู รูจมูกได้แล้วเข้าไปตามรูต่างๆจนนันโทปะนันทะนาคราชทนไม่ไหวและนันโทปะนันทะนาคราชสู้ไม่ได้จึงหนีไปพระโมคคัลลานะจึงแปลงร่างเป็นพญาครุฑไล่ติดตามไป เมื่อหนีไม่พ้นจึงแปลงร่างเป็นมาณพหนุ่มยอมแพ้พระโมคคัลลานะและที่สุดจึงยอมให้พระพุทธเจ้าพร้อมพระอรหันต์ผ่านไป แต่โดยดี

    โพนพิสัยใต้เมือง ลักษณะของอำเภอโพนพิสัยจังหวัดหนองคายที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงด้านหัวเมืองจะมีลำห้วยหลวงไหลออกมาเรียกว่าปากห้วยหลวงตรงข้ามกับอำเภอโพนพิสัยคือบ้านโดนที่ขึ้นกับเมืองปากงึมทุกวันนี้มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเมืองบาดาล ที่เชื่อว่าอยู่ใต้อำเภอโพนพิสัยว่าในหน้าแล้งจะมีหาดทรายขึ้นกลางแม่น้ำโขง แต่บริเวณอำเภอโพนพิสัยหาดทรายนี้จะขึ้นอยู่ฝั่งลาวบริเวณบ้านโดนวันหนึ่งในหน้าแล้งตอนเที่ยงวันได้มีหญิงสาวชาวบ้านโดนคน หนึ่งได้ลงมาตักน้ำเพื่อไปดื่มโดยมีกระป๋องน้ำ (หาบครุ) ลงมาที่หาดทรายเพราะบริเวณนั้นมีน้ำออกบ่อ (น้ำริน) เมื่อลงมาแล้วได้หายไปชาวบ้านลงมาเห็น แต่กระป๋องน้ำ ( หาบครุ) พ่อแม่ต่างก็ตามหากัน แต่ไม่พบจนครบ 7 วันเมื่อไม่เห็นลูกสาวและคิดว่าลูกสาวคงจมน้ำตายแล้วจึงได้พร้อมกับญาติพี่น้องชาวบ้านจัดทำบุญอุทิศให้ในตอนกลางคืนก็มีหมอลำสมโภช

    จนเวลาต่อมาเวลาประมาณเที่ยงคืนลูกสาวคนที่เข้าใจว่าจมน้ำตายก็ปรากฏตัวขึ้นที่บ้านขณะที่ชาวบ้านกำลังฟังหมอลำกันอยู่ทำให้ญาติพี่น้องแตกตื่นกันเป็นอย่างมากบางคนก็วิ่งหนีเพราะคิดว่าเจอผีหลอกเข้าสุดท้าย ลูกสาวจึงได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังหลังจากที่ตั้งสติได้และแล้วญาติพี่น้องก็เข่ามาร่วมวงนั่งฟังหญิงสาวเล่าให้ทุกคนฟังว่า'วันนั้นอากาศร้อนมากน้ำดื่มหมดโอ่งเมื่อลงไปเพื่อจะตัก น้ำเมื่อวางกระป๋องน้ำ (หาบครุ) ปรากฏว่าเห็นมีหมูเหมือนกับว่าได้ยกเท้าหน้าเรียกให้เข้าไปหาตนได้เดินเข้าไปหาแล้วหมูตัวนั้นก็บอกว่าให้หลับตาจะพาลงไปเมืองบาดาลพอหลับตาได้ สักครู่หมูตัวนั้นก็บอกให้ลืมตา

    เมื่อลืมตาขึ้นปรากฏว่าตนมาอยู่อีกเมืองหนึ่งซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเมืองมนุษย์มีดินมีบ้านเรือนเรียงรายกันอยู่ แต่จะมีแปลกก็ตรงที่ทุกคนจะนุ่งผ้าแดงและมีผ้าพันศีรษะเป็นสีแดงเหมือนกันโดยด้านหน้าจะปล่อย ให้ผ้าแดงห้อยลงเหมือนกับหัวงูเมื่อเดินตามชายคนนั้น (กลับร่างหมูกลายเป็นคน) ก็มีชาวบ้านถามกันว่านำมนุษย์ลงมาทำไม (เพราะกลิ่นมนุษย์ต่างกับเมืองบาดาล) ชายคนนั้นก็บอกว่าพามา เที่ยวดูเมืองได้เดินไปเรื่อย ๆ เมื่อแหงนหน้ามองดูท้องฟ้ากลับปรากฏว่าเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ เหมือนสีขุ่น ๆ ของน้ำชายคนนั้นได้บอกว่านี่เป็นเมืองบาดาลและเป็นเมืองหน้าด่านส่วนตัวเมืองหลวงนั้นยังอยู่อีกไกล และชาวเมืองจะมีงานสมโภชเมื่อถึงวันออกพรรษาของเมืองมนุษย์ซึ่งถือว่าตลอด 3 เดือนที่เข้าพรรษานั้นเหล่าชาวเมืองที่นี่ก็จะจำศีลปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าหลังจากที่เดินชมเมืองอยู่ไม่นานชายคนนั้นก็ได้นำขึ้นมา ส่งโดยการเดินมาทางเดิมก็เป็นการเดินมาเรื่อย ๆ แต่ได้ขึ้นมายืนอยู่บริเวณหาดทรายเหมือนเดิมแล้วก็ได้ขึ้นมาหาพ่อแม่นี้'

    จากการเล่าของลูกสาวพ่อแม่ญาติพี่น้องจึงได้จัดงานทำบุญทำพิธีสู่ขวัญเพื่อเป็นการต้อนรับขวัญให้กับลูกสาวต่อมาอีก 7 วันลูกสาวก็ได้เจ็บป่วยและเสียชีวิตในที่สุด (เหตุการณ์นี้สอบถามได้จากผู้เฒ่าผู้แก่ชาวโพนพิสัยคุ้ม วัดได้ศรีเกิด)

    พญานาคกับสัญลักษณ์แพทย์ของวิชา พญานาคหมายถึงวิชาแพทย์ที่พระวิศวามิตร์เล่าไว้ในบ่อเกิดรามเกียรติ์ว่าเทวดาและอสูรต้องการเป็นอมตะจึงทำพิธีกวนเกษียรสมุทรโดยใช้เขามนทรคีรีเป็นไม้กวนนำพญาวาสุกรี (พญานาค) เป็นเชือกเป็นผลให้ เกิดประถมแพทย์'ธันวันตะรี'ผู้ชำนาญในอายุรเวท

    ปิดหน้าต่าง

    
    หน้าหลัก | พระธาตุ | ข่าวสาร | วัชรธาตุแดนมหามงคล | บทความ | ภาพพิธีถวายตู้พระบรมฯ | ทั่วไป | วีดีโอ | เสียงสวดมนต์ | โยคะบำบัด | อัญเชิญพระธาตุ | ถาม-ปัจจัยการเป็นเจ้าภาพ | เว็บบอร์ด | เกี่ยวกับชมรมวัชรธาตุ

    © Copyrights 2006 - 2014. All rights reserved by ชมรมวัชรธาตุ